วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ทดสอบการส่งงาน

ทดสอบการส่งงานครั้งที่ 1 ที่นี่

วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2552

หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์

ระบบการทํางานของคอมพิวเตอร์
การทํางานของคอมพิวเตอร์ แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ดังนี้
1. หน่วยรับข้อมูล (Input Unit) ทําหน้าที่ในการรับข้อมูลหรือคําสั่งจากภายนอกเข้าไปเก็บไว้ในหน่วยความจํา เพื่อเตรียมประมวลผลข้อมูลที่ต้องการ ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้ในการนําข้อมูลที่ใช้กันอยู่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั้น มีอยู่หลายประเภทด้วยกันสําหรับอุปกรณ์ที่นิยมใช้ในปัจจุบันมี ดังต่อไปนี้ - Keyboard - Mouse - Disk Drive - Hard Drive - CD-Rom - Magnetic Tape - Card Reader - Scanner2. หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit) ทํ าหน้าที่ในการคํานวณและประมวลผล แบ่งออกเป็น 2 หน่วยย่อย คือ - หน่วยควบคุม ทําหน้าที่ในการดูแล ควบคุมลําดับขั้นตอนของการประมวลผล และการทํางานของอุปกรณ์ต่างๆ ภายในหน่วยประมวลผลกลาง และช่วยประสานงานระหว่างหน่วยประมวลผลกลาง กับอุปกรณ์นําเข้าข้อมูล อุปกรณ์ในการแสดงผล และหน่วยความจําสํารอง - หน่วยคํานวณและตรรก ทําหน้าที่ในการคํานวณและเปรียบเทียบข้อมูลต่างๆ ที่ส่งมาจากหน่วยควบคุม และหน่วยความจํา
3. หน่วยความจํ า (Memory) ทําหน้าที่ในการเก็บข้อมูลหรือคําสั่งต่างๆ ที่รับจากภายนอกเข้ามาเก็บไว้ เพื่อประมวลผลและยังเก็บผลที่ได้จากการประมวลผลไว้เพื่อแสดงผลอีกด้วย ซึ่งแบ่งออกเป็น หน่วยความจํา เป็นหน่วยความจําที่มีอยู่ ในตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ ทําหน้าที่ในการเก็บคําสั่งหรือข้อมูล แบ่งออกเป็น - ROM หน่วยความจําแบบถาวร - RAM หน่วยความจําแบบชั่วคราว - หน่วยความจําสํารอง เป็นหน่วยความจําที่อยู่นอกเครื่อง มีหน้าที่ช่วยให้หน่วยความจําหลักสามารถเก็บ ข้อมูลได้มากขึ้น
4. หน่วยแสดงผล (Output Unit) ทําหน้าที่ในการแสดงผลลัทธ์ที่ได้หลังจากการคํานวณและประมวลผล สําหรับอุปกรณ์ที่ ทําหน้าที่ในการแสดงผลข้อมูลที่ได้นั้นมีต่อไปนี้ - Monitor จอภาพ - Printer เครื่องพิมพ. - Plotter เครื่องพิมพ์ที่ใช้ปากกาในการเขียนข้อมูลต่างๆ ที่ต้องการลงกระดาษ

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552

สำหรับแม่...น้อยกว่านี้ได้ยังไง

แม่ของฉันเป็นคนเก่งและใจกล้า

แม่ของฉันเป็นหญิงไทยที่ใจเย็น

แม่ของฉันเป็นกุลสตรีของบ้านเมือง

แม่ของฝีมือเริศด้านอาหาร

แม่ของฉันดีเริศประเสริฐศรี

วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2552

ขจัดเซลลูไลต์เพื่อหุ่นในฝัน

1. ขัดๆ ถูๆ ให้ผิวแตกลายจางหาย.. ทั้งนี้คุณจะต้องหมั่นขัดผิวให้เป็นกิจวัตรประจำวันจึงจะเห็นผล ซึ่งวิธีขัดผิวด้วยตัวเองก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก เพียงแค่หาแปรงนุ่มๆ หรือใยบวบธรรมชาติ ก่อนใช้แช่น้ำให้เส้นใยนิ่ม แล้วค่อยนำมาขัดผิวเบาๆ ให้ทั่ว โดยเฉพาะบริเวณที่ผิวแตกลายเป็นคลื่นเป็นลอน 2. กระตุ้นผิวด้วยการหยิก.. วิธีต้านเซลลูไลต์ที่ได้ผลอีกวิธีหนึ่งคือการหยิกผิว (ต้องไม่ใช้เล็บจิก) โดยหยิกให้ทั่วบริเวณผิวที่มักมีเซลลูไลต์เกิด จนกระทั่งผิวแดงและอุ่นขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อกระตุ้นให้เลือดมาเลี้ยงผิว หลังจากนั้นจึงค่อยทาผิวด้วยผลิตภัณฑ์ด้านเซลลูไลต์โดยเฉพาะ 3. อากาศบริสุทธิ์เพื่อหุ่นดี.. การที่ร่างกายได้สูดรับแต่อากาศดีๆ นอกจากจะทำให้จิตใจแจ่มใสแล้ว ยังช่วยให้ระบบสูบฉีดและการไหลเวียนของโลหิต รวมไปถึงระบบการเผาผลาญสารอาหารภายในร่างกายก็ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น ฉะนั้นคุณจึงควรหาเวลาออกไปเดินเล่นในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ สักวันละครึ่งชั่วโมง ซึ่งอาจจะเป็นช่วงเช้าตรู่ หรือตอนที่แดดร่มลมตกแล้วก็ได้ 4. น้ำกระเจี๊ยบแดงช่วยย่อยสลายไขมัน.. น้ำสมุนไพรจากดอกกระเจี๊ยบแดงมีสรรพคุณที่น่าทึ่งอยู่หลายประการซึ่งล้วนแล้วแต่มีความสัมพันธ์กับการควบคุมน้ำหนัก คือสามารถช่วยลดไขมันในเส้นเลือด เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยขับปัสสาวะ ลดการเกิดนิ่ว อีกทั้งยังช่วยคลายความตึงเครียดให้กับกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี และช่วยให้ระบบหายใจดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคเบาหวาน โรคเส้นเลือดตีบ รวมไปถึงยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย 5. ต้นหอมนักขจัดไขมันที่แสนดี.. ต้นหอมนั้นเพียบพร้อมไปด้วยธาตุเหล็ก แมกนีเซียม และฟอสฟอรัส ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมันภายในร่างกาย ยิ่งไปกว่านั้นต้นหอมยังมีสารบางอย่างซึ่งทำให้ต้นหอมมีกลิ่นฉุน และออกรสเผ็ดร้อนนิดๆ โดยเฉพาะที่โคนต้น ซึ่งมีลักษณะเป็นกระเปาะสีขาว สารที่ว่านั้นเองมีประโยชน์มากต่อระบบย่อยอาหาร และช่วยกระตุ้นให้ร่างกายขับน้ำส่วนเกินออกไปได้ดีขึ้น 6. วิตามินซีเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิว.. เพื่อให้การเกาะเกี่ยวของเซลล์ผิวมีความแข็งแรงและยืดหยุ่นตัวดี ร่างกายจำเป็นต้องอาศัยวิตามินซีเป็นตัวช่วย ฉะนั้นในแต่ละวันจึงควรรับประทานผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงให้มากๆ ร่างกายจะได้มีวิตามินซีไว้ใช้ฟื้นฟูและปรับสภาพผิวไม่ให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ง่ายๆ 7. เปลือกมันฝรั่งเพื่อความผอมเพรียว.. การรับประทานข้าวกล้องแทนข้าวจะช่วยให้เราได้วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ มากมาย ในทำนองเดียวกันการรับประทานมันฝรั่งแบบทั้งเปลือก ก็จะช่วยให้เราได้คุณค่าของวิตามินและแร่ธาตุ อีกทั้งยังมีกากใยอาหารสูง ซึ่งเป็นผลดีต่อร่างกายของผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก ส่วนเนื้อในก็มีคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานอยู่ท้องทำให้ไม่หิวบ่อย แต่อย่างไรก็ดีเพื่อให้สามารถรับประทานได้ทั้งเปลือกนั้น ก่อนปรุงควรจะต้องล้างทำความสะอาดเป็นอย่างดี 8. ห่อผิวให้สวยด้วยสาหร่าย.. เพราะสาหร่ายทะเลมีคุณสมบัติที่ช่วยขับสารพิษออกจากผิวที่มีปัญหาเซลลูไลต์ได้เป็นอย่างดี แล้วหากยิ่งพันทับด้วยแผ่นฟอยล์อีกชั้นหนึ่ง ก็จะยิ่งช่วยให้เกิดความร้อน และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับสารพิษของสาหร่ายได้มากยิ่งขึ้น 9. อุปกรณ์นวดผิวเพื่อกำจัดเซลลูไลต์.. ลูกกลิ้งที่มีปุ่มยางสำหรับนวดผิว ช่วยทำให้คุณสะดวกกับการนวดผิวตรงบริเวณที่เป็นปัญหาได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะบริเวณต้นขา แต่ก่อนจะนวดควรลงครีมบำรุงผิวก่อน และควรนวดเป็นประจำหลังอาบน้ำสักวันละ 5-10 นาที สำหรับต้นขาแต่ละข้าง 10. หลีกเลี่ยงความเครียดให้ไกลห่าง.. ความเครียดเป็นต้นเหตุที่บั่นทอนสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ แถมยังส่งผลให้เกิดปัญหาเซลลูไลต์กับผิวอีกด้วย ทั้งนี้เนื่องจากเวลาที่เราเกิดความเครียด ร่างกายของเราจะสั่งให้เก็บสะสมไขมันไว้ตามเซลล์ต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็รวมทั้งเซลล์ผิวด้วย ด้วยเหตุนี้ผิวจึงเกิดเป็นคลื่นเป็นลอนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ฉะนั้นหากต้องการหยุดการสะสมไขมันไว้ใต้ผิว เราก็ควรจะทำจิตใจให้สบายๆ และไม่เครียดกับเรื่องต่างๆ โดยใช่เหตุ

สลายไขมันบริเวณต้นแขน

ในยุคที่สายเดี่ยวอาละวาดทั่วประเทศแบบนี้ นอกจากจะต้องมีหุ่นเพรียวลมแล้ว ต้นแขนก็ต้องเล็กชวนชมด้วย แต่ถ้าหากต้นแขนคุณใหญ่ก็ต้องเปลี่ยนไขมันให้เป็นกล้ามเนื้อจะได้ชวนดูขึ้นมาบ้าง วิธีการลดต้นแขน และไขมันบริเวณด้านข้างหน้าอก พร้อมกับบริเวณหลังนั้นมีทั้งหมดสามขึ้นตอน อาจจะดูลำบากเล็กน้อยแต่คุณต้องอดทนนึกภาพวันที่คุณมีหุ่นสลิมใส่สายเดี่ยวเข้าไว้ มาเริ่มกันเลย วิธีแรก ต้องออกกำลังกายแอโรบิคอย่างน้อยสามครั้งต่อหนึ่งสัปดาห์ การแอโรบิกจะเผาผลาญไขมันคุณออกทั้งตัว และทำให้ไขมันที่แขนและหลังลดน้อยลงด้วย วิธีที่สอง ต้องออกกำลังกายในจุดที่คุณคิดว่าเป็นปัญหาเป็นพิเศษ สำหรับการสลายไขมันต้นแขนการวิดพื้นถือเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุด และจะสร้างความแข็งแรงให้กับแขนและกล้ามเนื้อรอบ ๆ ไปด้วยในทีเดียว เมื่อเริ่มออกกำลังกายคุณควรจะเริ่มด้วยการวิดพื้น 10 ครั้ง สำหรับการละลายไขมันใต้ท้องแขน ให้ใช้ดรัมเบลล์น้ำหนัก 3 และ 5 ปอนด์ถือไว้ทั้งสองข้าง หลังจากนั้นยืนหรือนั่งบนเก้าอี้และเอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย งอแขนและข้อศอกไปด้านหลังจนกระทั่งแขนเหยียดตรงเป็นอันเสร็จ ทำซ้ำ ๆ ข้างละ 12 ครั้ง 2 รอบ และขั้นตอนสุดท้ายคือต้องลดอาหารเพราะถึงคุณจะออกกำลังกายจนเหงื่อตกแล้วกินเข้าไป โดยไม่ระวังอาหารที่รับประทานก็คงยากที่จะลดน้ำหนักลงได้ อาหารสำหรับผู้ต้องการละลายไขมันยังคงเป็นอาหารที่มีกากเป็นพวกผัก ผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เช่น หนังไก่ หนังเป็ด ขาหมู ของทอดต่าง ๆ เอาไว้แล้วคุณจะได้แขนสวยเรียวงามใส่สายเดี่ยวอวดใคร ๆ ได้อย่างมีความสุข

เทคนิคในการออกกำลังกายอย่างเร่งด่วน

ถ้าหากว่าคุณไม่มีเวลาเต็ม ๆ ชั่วโมงสำหรับการออกกำลังกาย วันนี้เรามีข้อแนะนำง่าย ๆ ที่คุณสามารถบริหารร่างกายของคุณได้ แม้กระทั่งในชั่วโมงการทำงานที่คุณกำลังยุ่งสุด ๆ ค่ะ ถ้าหากคุณต้องทำกิจกรรมบางอย่างที่ต้องนิ่ง ๆ เฉย ๆ อย่างเช่นยกสิ่งของเอาไว้นิ่งๆ นั่งนิ่ง ๆ หรืออยู่ในท่าใดท่าหนึ่งที่ต้องการความนิ่ง ก็ให้ถือว่านั่นเป็นโอกาสที่คุณจะได้บริหารกล้ามเนื้อของคุณ - ในระหว่างที่คุณกำลังต่อคิวซื้อสินค้าที่ร้านขายของ คุณอาจจะบริหารหน้าท้องด้วยการเกร็ง และคลายออก หรืออาจจะบริหารเข่า ยืดน่อง ในขณะที่นั่งคุยโทรศัพท์ก็ได้ - พยายามใช้บันไดเสมอไม่ว่าคุณจะอยู่ที่สำนักงาน หรือห้างสรรพสินค้า - ในขณะที่คุณอาบน้ำฝักบัว คุณอาจจะบริหารต้นหค ด้วยการหมุนคอ ก้มลงแตะหัวแม่เท้า หืออาจจะหมุนหัวไหลไปด้วยก็ได้ - ในขณะที่คุณกำลังติดตามรายการทีวีสุดโปรด อย่านำของขบเคี้ยวมาวางกองไว้ แต่ให้เอาไปไว้ในที่ ๆ ไกลพอที่คุณจะต้องเดินไปหยิบมันมา เมื่อถึงเวลาพักโฆษณา คุณก็อ่จจะลุกขึ้นขยับแข้งขา กระโดดตัวลอย เพื่อให้หายเมื่อยบ้างก็ได้ - ในช่วงพักเที่ยง หลังรับประทานอาหารแล้ว ก็เดินย่อยเสียหน่อย อาจจะเป็นการเดินรอบตึกสำนักงานก็ได้ - หาสุนัขมาเลี้ยงสักตัว เพราะนั่นจะเป็นการเพิ่มกิจกรรมประจำวันของคุณให้แอคทีฟขึ้นมาได้ - วางแผนสำหรับการพักผ่อน ในปบบที่คุณจะได้มีโอกาสออกกำลังกาย อย่างเช่น การปีนเขา หรือว่ายน้ำ

"ลดหน้าท้อง" ให้เซ็กซี่ ฟิตเปรี๊ยะ

เมื่อพุงของคุณใหญ่ จนมีคนกล่าวหาว่าคุณ "ท้อง" ทั้งๆที่คุณยังไม่ได้แต่งงาน สักกะนิ๊ดน่ะเหรอ คงไม่มีใครปรารถนาให้มัน เป็นเช่นนั้นหรอก โดยเฉพาะผู้หญิงอยาก สวยเช่นคุณ …. พุงห้อย นอกจากจะทำให้ ความสวยเร้าใจ ของคุณหมด สิ้นไปแล้ว ยังทำให้ คุณเกิดอาการปวดเอว ปวดหลังตามมา เนื่องจากขี้เกียจ ออกกำลังกาย สัปดาห์นี้ เรามีท่าบริหารร่างกายที่จะทำให้รูปร่างของคุณแน่นกระชับ ฟิตเปรี๊ยะ คนขี้เกียจก็ทำได้ค่ะ เพราะมันเป็นท่านอนทั้งสิ้น โดยเริ่มจาก 1. นอนหงาย โดยยกหัวเข่าให้ตั้งชัน แล้วยกลำตัวท่อนบนขึ้นจากพื้น โดยวางมือลงบนขมับ หรือบนต้นขา สูดหายใจเข้าลึกๆ ก้มคอลง โน้มตัวไปข้างหน้าและก้มหน้าลงให้ต่ำที่สุด คล้ายกับท่าซิท-อัพ หายใจออกช้าๆ แล้วนับ 1-2 ค้างไว้ จากนั้นหันซ้าย-ขวา โดยก้ม หน้า และลำตัว ลงแบบเดิมสลับกัน แล้วกลับมาสู่ต่ำแหน่งเดิม ท่านี้จะทำให้คุณรู้สึกตึงที่ลำคอ ดังนั้นให้คุณเริ่มจากการก้มคอในระดับที่สบายๆก่อน ในกรณีที่ คุณก้มคอไม่ลง ท่านี้ช่วยในการบริหาร กล้ามเนื้อคอให้มี ความยืดหยุ่น ลดหน้าท้อง และทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้อง แข็งแรงค่ะ 2. นอนคว่ำ วางข้อศอกให้ตั้งฉากกับลำตัว จากนั้นให้คุณยกลำตัวขึ้น โดยใช้ปลายเท้ายันพื้น คล้ายกับ ท่าวิดพื้น แต่แทนที่จะเป็นการ ใช้มือยันแขนขึ้น ให้คุณใช้ข้อศอกค้ำลำตัวไว้ ยกค้างไว้ 5-10 วินาที แล้วลดลำตัวลง จากนั้นเริ่มใหม่ค่ะ 3. นอนหงาย วางแขนลงกับพื้น ให้ห่างออกจากลำตัวเล็กน้อย ให้อยู่ในท่าที่สบาย จากนั้นให้ยกขาทั้งสองข้างขึ้นให้ได้ฉาก จนรู้สึกตึงขา และหน้าท้อง ยกค้างไว้ 5 วินาที แล้วเอาลง จากนั้นทำใหม่ แล้วยกค้างไว้ 10 วินาที ทำเช่นนี้โดยให้เพิ่มเวลาขึ้นครั้งละ 5 วินาที จนครบ 90 วินาที ค่ะ เมื่อคุณทำท่านี้จนชำนาญ ให้คุณพยายามเหยียดขา ข้างหนึ่ง ให้มากๆ โดยพยายามให้ส้นเท้า ข้างที่เหยียดตึง ขึ้นไปตั้งอยู่บน ปลายเท้า ของขาอีกข้างหนึ่ง แล้วทิ้งค้างไว้จนคุณเมื่อย แล้วให้เปลี่ยนทำอีกข้างหนึ่งค่ะ 4. นอนหงาย วางแขนราบข้างลำตัว โดยให้แขนเท้า ลำตัวไว้ และยก หลังขึ้นให้ได้สูงที่สุด จนคุณรู้สึกเกร็งที่หลัง และหน้าท้อง จากนั้น ไขว้ข้อเท้า ระวังอย่าให้ลำตัวเอียงไปเอียงมา ยกค้างไว้ 10-15 วินาที เอาลง แล้วเริ่มใหม่โดยไขว้เท้าสลับกันค่ะ ท่านี้ลดอาการ ปวดเมื่อยตามหลัง และลำตัวได้ดี กล้ามเนื้อที่หน้าท้องที่สำคัญมีอยู่ 3 ส่วน ได้แก่ กล้ามเนื้อชั้นล่างสุด ทำหน้าที่เหมือนเป็นตัวพยุงร่างกายของคุณไว้ ส่วนที่สอง ชั้นกลาง ช่วยในการยืดหยุ่นร่างกายเวลาที่คุณหันตัวจากซ้ายไปขวา หรือ ขวาไปซ้าย หรือบิดตัว เอี้ยวตัว ส่วนที่สาม ชั้นบนสุดเป็น กล้ามเนื้อ ที่เป็นมัดๆ ดังนั้นเวลาบริหารร่างกายคุณควร บริหาร กล้ามเนื้อ ทั้งสามส่วนนี้ค่ะ จำไว้ว่า การบริหารที่ดี ในการลดหน้าท้องนั้น ควรเป็นการ บริหาร ที่มีการขยับเขยื้อนส่วนล่างของร่างกาย ดังนั้นจึงไม่ ควรเลือก ท่าบริหาร ที่ทำให้เท้าของคุณต้องตรึงแน่น อยู่กับ พื้นเฉยๆ และขอให้คุณบริหารเป็นประจำทุกวัน อาจจะช่วง ก่อนนอน หรือตื่นเช้าก่อนทำกิจกรรมอื่นใดก็ได้ค่ะ รับรองว่า จะไม่มีใคร กล่าวหาว่าคุณ "ท้อง" อีกเป็นแน่

20 ไอเดียง่ายๆ ช่วยคุณเผาผลาญแคลอรี

1. อย่าปล่อยให้ปริมาณอาหารกำหนดการกินของคุณ เพราะปริมาณอาหารไม่ใช่สิ่งที่ร่างกายต้องการ ทุกมื้ออาหารควรทานให้อิ่มพอดีๆ อย่าให้ถึงกับรู้สึกอึดอัด และไม่ต้องเสียดายอาหารที่เหลือในจาน แต่ให้คิดเสียว่าอาหารที่เหลือต่อวัน คือแคลอรีที่คุณสามารถลดได้ 2. หาน้ำดื่มทุกครั้งก่อนที่คุณจะหาขนมนมเนยเข้าปาก ถ้าทำได้ วิธีนี้จะช่วยคุณได้มากทีเดียว ทั้งลดความอ้วนและประหยัดค่าขนมไปในตัวด้วย 3. กฎเหล็กของการลดความอ้วนคือ การตัด ABC ออก A หมายถึง Alcohol (แอลกอฮอร์), B หมายถึง Bread (ขนมปัง) และ C carbohydrates (คาร์โบไฮเดรต) 4. ปล่อยให้ตู้เย็นโล่งสะอาดตา โดยหาเพียงสิ่งที่ทานแล้วมีประโยชน์ต่อร่างกาย หรือทานแล้วช่วยให้คุณดูสวยขึ้น เช่น หาผลไม้หรือน้ำผลไม้ประดับตู้เย็นแทนขนมเค๊ก นมพร่องไขมันเนย และน้ำแร่แช่แทนน้ำอัดลม และที่สำคัญ ควรหาภาพนางแบบหุ่นดีๆ ใส่เสื้อผ้าโชว์สัดส่วนโค้งเว้า มาติดตู้เย็นแทนแม่เหล็กที่แถมจากร้านอาหาร 5. ทานอาหารเช้าเป็นประจำ เพราะอาหารเช้าสามารถช่วยให้คุณทาน อาหารมื้ออื่นๆ ได้น้อยลง 6. เคยมีผลวิจัยบอกว่า การได้ฟังดนตรีเพลงโปรด (ต้องเพลงช้าๆ นะ) นั้นเปรียบเสมือนได้รับประทานอาหารรสเยี่ยม ทีนี้เมื่อคุณเกิดอาการอยากอาหาร ให้ลองเปลี่ยนมาฟังเพลงเพราะแทน 7. เตือนความจำตัวเองด้วยการนำชุดตัวเก่งที่คุณใส่ได้เมื่อครั้งยังผอม แขวนในตู้เสื้อผ้าที่คุณสามารถเห็นได้ชัดทุกวัน เพื่อเตือนความจำให้คุณอยากกลับมาใส่ชุดนี้อีกครั้ง 8. เมื่ออยู่ห้องแอร์เย็นๆ ให้หาน้ำขิงหรือชาเขียวดื่มแทน กาแฟ กาแฟหนึ่งถ้วย เปรียบเสมือนทานข้าวไปสองจาน น่าตกใจไหมล่ะ 9. นอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่และเต็มตา เพราะผู้หญิงเรา หากได้นอนหลับเพียงพอ ร่างกายจะสามารถเพิ่มระบบเผาผลาญได้มากขึ้นจากปกติถึง 40% เชียวนะ 10. ก่อนเข้าซุปเปอร์มาเก็ตทุกครั้ง ควรจดรายการที่ต้องการ และซื้อตามรายการที่จด แทนการเลือกซื้อแบบตามใจฉันจะนึกออก ณ ตอนนั้น หากตั้งใจช้อปของไม่มาก แนะนำให้ถือตระกร้าแทนรถเข็น เพราะนอกจากจะช่วยให้คุณได้ออกแรงแล้ว ยังช่วยไม่ให้คุณเลือกซื้อของเกินรายการที่ต้องการอีกด้วย 11. หลีกเลี่ยงการอยู่หรือทำงานในเวลากลางคืน เนื่องจาก แสงของยามค่ำคืนและการนอนดึกจะยิ่งทำให้คุณอยากทานของจุกจิก หรือหิวระหว่างคืนได้ แต่หากคุณต้องการดูหนังในเวลากลางก็สามารถทำได้ด้วยการเปิดไฟดวงน้อย เมื่อหนังจบก็สามารถดับไฟนอนได้เลย 12. เปลี่ยนขนมจุกจิกเป็นลูกอม เพราะลูกอมมีแคลอรีเพียง 20 แคลอรี และสามารถช่วยให้คุณหายหิวได้ถึง 20 นาที 13. เติมความสดชื่นด้วยชาเขียว เพราะชาเขียวสามารถทำให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรีได้มากขึ้น ควรหาชาเขียวมาดื่มร้อนๆ สักสามถ้วยต่อวัน 14. ทำเรื่องกินให้เป็นเรื่องใหญ่ โดยไม่ทานอาหารในขณะที่กำลังทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น ดูทีวี อ่านหนังสือ หรือเล่นอินเทอร์เน็ต หากต้องการกิน ก็ควรนั่งกินบนโต๊ะอาหารอย่างเป็นเรื่องเป็นราว 15. หาเวลาสัก 20 นาทีต่อวัน สำหรับการเดินเล่น ชมสวน หรือนั่งเล่นท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ วิธีนอกจากจะได้สูดอากาศบริสุทธิ์แล้ว ยังช่วยเผาผลาญแคลอรีต่อวันได้อีกด้วย 16. ฝึกที่จะใช้บันไดแทนลิฟ หากคุณทำงานหรือเรียนอยู่บนชั้นสูงๆ ให้ขึ้นลิฟไปถึงก่อนชั้นทำงานหรือชั้นเรียนอย่างน้อย 2 ชั้นที่เหลือให้ใช้บันไดแทน 17. ปลดปล่อยอารมณ์ให้สุดเหวี่ยงขณะขับรถ โดยการฟังเพลงแดนซ์เพลงโปรดของคุณ ร้องออกมาดังๆ แล้วขยับร่างกายตามจังหวะเพลง ไม่ต้องไปสนใจใครหรอก โดยเฉพาะหากรถยังแล่นอยู่ 18. ยุ่งนัก หาเวลาออกกำลังไม่ได้ ให้หาถุงเท้าสบายๆ แล้วใส่อยู่บ้านแล้วโลดแล่นให้ทั่วพื้นบ้าน จินตนาการว่ากำลังเล่นสเก็ตอยู่ เพียง 10 นาทีก็ช่วยคุณเผาผลาญแคลอรีได้ถึง 150 แคลอรีเชียวนะ 19. หาวีดีโอหรือวีซีดีออกกำลังกายสักหนึ่งชุด แล้วเปลี่ยนห้องของคุณให้กลายเป็นเฮ็ลท์คลับส่วนตัว เปิดแอร์ได้ไม่ว่ากันค่ะ 20. เปลี่ยนนิสัยขี้เกียจ แล้วเริ่มหัดทำงานบ้านเสียบ้าง เพราะทุกสิ่งที่คุณทำล้วนเปรียบเสมือนได้ออกกำลังกายและเผาผลาญแคลอรี

6 วิธีดูแลผิวให้นุ่มเนียนและกระชับ

สวย เด้ง ตึง ได้ทุกส่วนสัด ด้วยกลเม็ดเด็ด ที่คัดสรรมาแล้วให้คุณ มี 6 วิธี ง่ายๆ ลองทำกันดู ได้ผลดีแนะนำกันต่อ ๆ ไป

1. ลอก การลอกผิวจะกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวและยังช่วยสลายไขมัน คุณสามารถจะลอกผิวได้ง่ายๆด้วยตัวเอง โดยนำเกลือทะเลผสมน้ำมันมะกอกมานวดขัดผิว โดยเฉพาะบริเวณผิวที่มีเซลลูไลต์ จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด 2. ขัด การขัดผิวเบาๆ โดยใช้แปรงนุ่มๆ หรือใยบวบที่แช่น้ำให้นิ่ม จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตให้ทำงานอย่างสม่ำเสมอทั่วถึง และยังช่วยขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกได้หมดจด เวลาที่เหมาะที่สุดในการขัด คือ ขณะฟอกสบู่ อาบน้ำ 3. ห่อ หมั่นนำพลาสติกใสๆ บางๆ มาพันต้นขาให้กระชับเพรียวสวย โดยเริ่มจากลงไปแช่น้ำอุ่น จากนั้นเช็ดตัวให้แห้ง นำผ้าขนหนูจุ่มน้ำร้อนที่ผสมน้ำมันหอม (กลิ่นมะนาวหรือโรสแมรี่) บิดให้แห้งพอหมาดแล้วนำมาพันต้นขา จากนั้นจึงพันด้วยแผ่นฟิล์มแล้วทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง 4. ดัน เป็นการบริหารที่ควรทำทุกวันเพื่อให้ช่วงอกสวย ประกบฝ่ามือทั้งสองไว้กลางหว่างอก (เหมือนการไหว้) เกร็งและดันฝ่ามือทั้งสองซึ่งกันและกัน ค้างไว้ 10 นาที แล้วทำซ้ำ 5 ครั้ง 5. กลิ้ง การนวดโดยใช้ลูกกลิ้ง กลิ้งไปบนผิว จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตมาเลี้ยงผิวได้ดีขึ้น ทั้งนี้ควรจะนวดหมุนเป็นวงกลม เริ่มจากขา แขน แล้วปิดท้ายด้วยบริเวณช่วงลำตัว 6. ดึง ใครที่มีไขมันสะสมใต้ผิวหนังตรงสะโพกหรือแก้มก้นมากเกินไป อาจลดได้ด้วยวิธีใช้นิ้วชี้กับนิ้วหัวแม่มือดึงผิวหนังให้ทั่วทั้งบริเวณสะโพก หมั่นทำเป็นประจำ วันละ 10 นาที ผิวแตกลายจะจางลง

เคล็ดลับแก้ปัญหาผมแตกปลาย

ผมแตกปลายเหรอง่ายนิดเดียว อันที่จริงแล้ว ไม่มียา หรือพืชผักชนิดใดในโลกที่จะสามารถ ทำให้ผมที่แตกปลาย กลับมาสมานกันได้หรอกนะคะ ทางที่ดีคุณสาวๆ ที่กำลังเผชิญกับปัญหาผมแตกปลายอยู่ ลองเข้าร้านแล้วบอกให้ช่างผมเล็มผมที่แตกปลายออก ไปสัก 2-3 เซนติเมตรดูสิคะ เมื่อเล็มผมที่แตกปลายอกไปหมดแล้ว จึงค่อยมาเริ่มต้นดูแล และบำรุงกันผมกันใหม่ ด้วยวิธีที่แป้นแล้นนำมาฝากกันในวันนี้ วิธีที่ว่าเป็นการหมักผมที่สามารถทำโดยการนำเอา เบบี้ ออยล์ ที่มีลักษณะเป็นน้ำมันใสๆ นี่ล่ะค่ะ นำเอามาตั้งไฟอุ่นให้ร้อนพอประมาณ (อย่าให้ร้อนมากจนลวกศีรษะนะคะ) จากนั้นนำมาชโลมผมที่แห้งพอหมาดๆ แล้วคลุมทับด้วยหมวกอาบน้ำ หรือไม่ก็ผ้าขนหนูเปียกหมาดๆ ว่ากันว่าความร้อนจะช่วยในการเปิดเกล็ดผมทำให้น้ำมันสามารถซึมลึก สู่ภายในเส้นผมได้มากขึ้น แต่ทางที่ดีควรจะทิ้งไว้ประมาณ 30 นาทีขึ้นไปนะคะ จากนั้นจึงค่อยสระผมตามปกติ ทำเช่นนี้เพียงอาทิตย์ละ 1 วันติดต่อกันไปเรื่อยๆ คุณสาวๆ จะพบว่าผมที่ค่อยๆ ยาวขึ้นมาใหม่ ไม่แตกปลายอีกแล้วล่ะค่ะ

หน้าใสๆ ด้วยวิธีง่าย ๆ

เป็นที่นิยมในปัจจุบันสำหรับบรรดาสาวๆ กับการดูแลผิวหน้าให้ใสปิ๊ง โดยลงทุนเสียสตางค์มากมายไปกับการซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า รวมทั้งเข้ารับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ ทั้งที่ "การล้างหน้า" เป็นวิธีง่ายๆ แต่ถูกมองข้าม สาวๆ หลายคนอาจแย้งว่าแค่การล้างหน้าจะช่วยให้สุขภาพผิวดีอย่างไร เป็นไปไม่ได้!! ขอให้ฟังจากผู้เชี่ยวชาญก่อนแล้วจะถึงบางอ้อ!! พ.ญ.สุนิดา ยุทธโยธิน แพทย์ผิวหนังแห่ง นิดา สกิน แอนด์ รีจูวิเนชั่น เซ็นเตอร์ แนะนำว่า ก่อนล้างหน้าก็ต้องรู้จักผิวหน้าของตัวเองก่อน โดยใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าทั่วๆ ไป ประมาณ 2-3 ชั่วโมง แล้วใช้มือสัมผัสผิวโดยรวมมัน ถึงมันมาก แสดงว่า "ผิวมัน" หากมันแค่บางส่วนจัดอยู่ในกลุ่มผิวผสมหากหน้าไม่มันเลย ก็แสดงว่าผิวธรรม ดาถึงผิวแห้ง เมื่อรู้สภาพผิวกันแล้วก็มาถึงขั้นตอนความรู้ก่อนการล้างหน้ากันแล้ว ก่อนอื่นต้องล้างมือให้สะอาด จะให้ดีล้างด้วยน้ำอุ่นประมาณ 30 วินาที เพื่อให้อุณหภูมิพอเหมาะที่จะทำให้เนื้อครีมล้างหน้ากระจายได้ทั่วทั้งมือ และช่วยให้ผิวหน้าตอบรับครีมล้างหน้าได้ดียิ่งขึ้น และต้องให้ความสำคัญกับใบหน้าทุกส่วนเท่าๆ กัน เพราะจะทำให้เกิดความสมดุลทั่วใบหน้า โดยเฉพาะการนวด ต้องนวดอย่างเบามือ สม่ำเสมอ จะช่วยการไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น ส่งผลต่อการล้างหน้าที่ล้ำลึกสู่ชั้นผิว แค่นี้ก็จะมีใบหน้าที่เรียบเนียนกระจ่างใสขึ้น คุณหมอมีเคล็ดลับการทำความสะอาดใบหน้า เพื่อสุขภาพผิวที่ดีตลอดไปง่ายๆ 5 ขั้นตอน คือ 1.มั่นใจว่ามือ ผ้าเช็ดหน้าสะอาด และผลิตภัณฑ์เหมาะกับสภาพผิว 2.น้ำต้องมีอุณภูมิพอเหมาะไม่ร้อนหรือเย็นเกินไป 3.ควรออกแรงถูอย่างสม่ำเสมอ ไม่เบาหรือแรงเกินไป 4.ล้างผลิตภัณฑ์ออกโดยเร็ว และทั่วถึงทุกส่วนบนใบหน้า 5.เมื่อมั่นใจว่าผิวหน้าสะอาดแล้วก็ต้องซับให้แห้งสนิท แค่นี้จะได้ผิวหน้าที่สวยใสไม่ต้องไปพึ่งการขัดหน้า นวดหน้า ไอออนโต้ หรือทำทรีตเมนต์ใดๆ เมื่อรู้กันแล้วก็มา เริ่มกันตั้งแต่ตอนนี้เลยดีกว่า ดูแลผิวหน้าให้ใสปิ๊ง ง่ายๆ ถูกวิธี ถูกสตางค์ใน กระเป๋า !!

นิสัยต้องห้ามสำหรับสาวรักสวย

คุณผู้หญิงทั้งหลายทราบหรือไม่คะ ศัตรูตัวฉกาดของความงาม จริง ๆ แล้ว มัก็คือนิสัยเสีย ๆ บางอย่างของคุณสาว ๆ นั้นเองแหละ มาดูกันเลยดีกว่า ว่านิสัยที่ว่าไม่ดีต่อความงามนั้น มีอะไรบ้าง แล้วคุณมีนิสัยแบบนี้อยู่สักกี่ข้อ - ชอบขมวดคิ้วและชักสีหน้า : ก็นี่น่ะ เป็นสาเหตุสำคัญของรอยเหี่ยวย่นเลยนะ ถ้าตอนยังเป็นวัยรุ่นทำน่ะ คงไม่รู้สึกเท่าไหร่ แต่ถ้าตอนนี้คุณถึงวัยปลายยี่สิบ หรือย่างเข้าเลยสามแล้วล่ะก็ ลองไปยืนชักสีหน้า หรือขมวดคิ้วหน้ากระจกดูสิ แล้วจะตกใจ - เลียปาก : นอกจากจะเป็นบุคคลิกที่ดูจะไม่ค่อยงามแล้ว มันยังทำให้ปากเราแห้งด้วย เพราะหลังจากน้ำลายแห้งแล้ว มันจะดูดความชื้นจากริมฝีปาก ลิปมันที่ทาเพื่อปกป้องความชุ่มชื้นและแสงแดด ก็จะหมดไปแล้วน้ำลายยังไปสร้างสารบางอย่างที่ช่วยดุดแสดงแดดเข้าไปมากขึ้นอีกล่ะค่ะ - ขยี้ตา : ก็ผิวรอบดวงตาน่ะบอบบางมาก การขยี้ตบ่อย ๆ จะทำให้ริ้วรอบก่อตัวขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว - ใช้มอยเจอร์ไรเซอร์บำรุงผิวหน้าขวดเดียว : ก็ขวดเดียวมันจะไปพออะไรล่ะคะ ยิ่งถ้าวัน ๆ ต้องเจอมลพิษนานารูปแบบ อีกทั้งกลางวันกลางคืน ก็มีความแตกต่างกัน อย่างน้อยครีมสำหรับกลางวันและกลางคืนก็ไม่ควรจะใช้ขวดเดียวกันแล้วล่ะค่ะ - กัดเล็บ และปล่อยมือแห้ง : การกัดเล็บเนี่ย นอกจากจะบ่งบอกบุคคลิกภาพที่ไม่มีความมั่นใจแล้ว ยังสกปรก และทำให้เล็บอ่อนแอด้วย เล็บก็จะกุด ๆ ไม่สวย ซึ่งเราไม่ควรมองข้ามเลยนะคะ มือน่ะ เป็นสิ่งที่สังเกตเห็นกันได้ง่าย แล้ในแต่ละวันน่ะ เราก็โชว์มือบ่อยซะด้วย และใครที่มัวแต่ใช้ครีมบำรุงผิวหน้าจนลืมผิวมือน่ะ ก็ช่วยให้เวลากับมือสักหน่อยนะคะ เพราะถ้าหน้าเด้งแต่มือเหี่ยวน่ะ มันก็ดูเหมือนแต่งตัวไม่เสร็จน่ะแหละ - แปรงผมตอนที่ผมเปียก : ถือว่าเป็นการทำร้ายผมอย่างรุนแรงเลยเชียวหละ ใครที่ชอบทำแบบนี้ ขอให้เข้าใจเสียใหม่ว่า ผมแห้งน่ะเปราะบางกว่าผมเปียกตั้ง 30% เลยนะ - ห่อไหล่ : การห่อไหล่ด้วยการนั่งทำงานอยู่กับโต๊ะทั้งวี่ทั้งวัน กล้ามเนื้อไหล่และคอจะเกร็งและตึงเครียด ซึ่งอาจจะด่อให้เกิดปัญหาสุขภาพเรื้อรังตามมาก็ได้นะ - บีบสิว : สาว ๆ หลาย ๆ คนเห็นเป็นทนไม่ได้ มันกวนใจจริง ๆ ใครต่อใครก็บ๊อกบอกกันมา อย่าบีบนะ แต่มือมันก็ช่างไม่ฟังเอาเสียเลย ใครมีปัญหานี้ ต้องตระหนักถึงข้อเท็จจริงก่อนว่า ถ้าคุณไปบีบมัน อายุของมันจะยืดยาวอยู่บนหน้าของคุณนานยิ่งขึ้นไปอีก และอาจจะทำให้เป็นแผลเป็นเลยก็ได้ ทางที่ดีเราต้องยับยั้งชั่งใจดีกว่านะ - เกาแผลยุงกัด : ยุ่งกัด ก็มันคัน ยิ่งเกาก็ยิ่งมัน ยิ่งคันเข้าไปใหญ่ เกาไปเกามาเลือดซิบ และบางทีก็ติดเป็นแผลเป็นไปตลอดชีวิตเลย คิดดูเถอะว่า ถ้าบนตัวคุณมีแต่ลายแผลเกายุงกัดน่ะ มันจะเยินขยาดไหน เอาหละนิสัยไม่ดีหลายอย่างนี้ เลิกให้เร็วที่สุดก็ยิ่งจะเป็นผลดีต่อความงามของคุณเองนะคะ

10 วิธีหลีกหนีริ้วรอยของผู้หญิง โดยไม่ต้องพบแพทย์

ริ้วรอย เป็นสิ่งที่หลายคนไม่ปรารถณา ไม่ว่าท่านจะอายุซักเท่าไหร่ ทุกคนอาจจะหยุดเวลาไว้ ณ วัยอันเปล่งปลั่งสดใส แต่คงไม่มีใครหยุดยั้ง เวลาที่ผ่านไปแต่ละวัน แต่ละนาทีได้ บทความนี้จะนำเสนอแนวทางเคล็ดลับง่ายๆ 10 วิธีที่ท่านจะหลีกเลี่ยงภาวะชราตามวัย หรือเกินวัย ด้วยตัวท่านเอง ดังนี้ 1. ปกป้องผิวจากแสงแดด : ได้มีการพิสูจน์ยืนยันกันหลายต่อหลายครั้งในรายงานทางการแพทย์ว่า รังสียูวีเอ ยูวีบี และรังสีอินฟราเรด เป้นตัวการ สำคัญมากที่ทำให้เกิดริ้วรอยแห่งวัย ดังนั้นการเลี่ยงการโดนแดด หรือทาครีมกันแดดทุกวัน จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะป้องกัน อาการไหม้เกรียมแดด ริ้วรอยแล้ว ยังป้องกันมะเร็งผิวหนังในอนาคตด้วย 2. หยุดสูบบุหรี่ : การสูบบุหรี่ทำให้ออกซิเจนไม่สามารถหล่อเลี้ยงผิวพรรณได้เต็มที่และเพียงพอ ทำให้เซลล์ผิวหนังไม่สดใส และส่งผลให้เกิดเซลล์ ใหม่ล่าช้า และยังเร่งให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้าให้เร็วขึ้น และเกิดรอยย่นเล็กๆ ที่บริเวณริมฝีปาก และปากดำคล้ำไม่สวยงาม 3. การทำความสะอาด: หลังจากเสร็จภารกิจจากการงาน ควรล้างหน้าให้สะอาดหมดจด ปราศจากคราบเครื่องสำอาง สิ่งสกปรกหรือเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ด้วยครีมเช็ดคราบเครื่องสำอาง แล้วล้างทำความสะอาดอีกครั้งด้วยครีมล้างหน้า แต่ถ้าสภาพผิวแห้ง ควรใช้ชนิดออยล์สำหรับล้างหน้า นวดวนเบาๆ แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น 4. บำรุงให้ล้ำลึก: เพื่อชดเชยความชุ่มชื้นคืนให้แก่ผิวหน้า อาจจะโดยการพอกหน้าด้วยผลิตภัณฑ์สำหรับพอกหน้าเฉพาะ หรือทา Night Creams หนาๆ ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที แล้วใช้กระดาษเนื้อนุ่มเช็ดออกเบาๆ 5. กระตุ้นการหมุนเวียนของโลหิต : ด้วยการขัด นวด และปรับสภาพผิว เพื่อให้เซลล์ผิวกลับคืนสู่ความสดใส มีชีวิตชีวา อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการหมุนเวียน ของระบบโลหิตให้แข็งแรงกระฉับกระเฉง 6. การปกปิดริ้วรอย : คือ การเลือกใช้ครีมรองพื้น คอลซีลเลอร์และแป้งทาให้ทั่วใบหน้า เพราะนอกจากจะช่วยปกปิดริ้วรอยแล้ว ยังลดความหมองคล้ำ รอยดำ และจุดบกพร่องที่ไม่พึงปรารถณา ทั้งยังมีส่วนผสมของสารกระจายแสงให้ผิวหน้าดูสว่างไสวขึ้นได้ด้วย 7. ปรนนิบัติบำรุงผิวพรรณเป็นประจำ ด้วยผลิตภัณฑ์ที่เปี่ยมคุณค่า อาทิ เซรุ่มบำรุงผิว หรือครีมเข้มข้นที่พลิกฟื้นความสดชื่น ให้แก่ผิวพรรณ 8. สภาพอากาศ : ในแต่ละฤดูกาลทำให้ความชุ่มชื้นของผิวพรรณเปลี่ยนแปลง ควรเลือกครีมบำรุงตามสภาพอากาศ เช่นเดียวกับในภาวะน้ำร้อน หรือน้ำเย็น ที่มีผลต่อการสูญเสียน้ำของผิวหนัง 9. อาหารบำรุงผิว: เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะผัก ผลไม้ เป็นประจำเพื่อให้อาหารแก่ผิวพรรณสม่ำเสมอ 10. แต่งหน้าอย่างชาญฉลาด : โดยเลือกเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสารสกัดธรรมชาติ วิตามิน และสารกรองแสง แต่งหน้าเพราะนอกจากจะได้เรื่อง ความสวยงามแล้วยังมีคุณค่าต่อผิวอีกด้วย
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ตราบใดที่ท่านยังใส่ใจในความงามของผิวพรรณ การดูแล บำรุงอย่างต่อเนื่องด้วยตนเองอย่างชาญฉลาด และเหมาะสม หากมีใครจะเรียกท่านว่า สาวสองพันปี ก็คงไม่น่าแปลก

เคล็ดวิธี..ป้องกันรักแร้ดำ

เพิ่มผิวใต้วงแขนเรียบเนียนขาว รักแร้ดำคล้ำ เป็นปัญหาใกล้ ๆ ตัวที่ทำให้คุณกังวลใจ และไม่กล้าที่จะใส่เสื้อโชว์วงแขนสวยๆ ได้ ใครที่กำลังพบกับปัญหานี้อยู่ วันนี้เกร็ดความรู้มีวิธีแก้มาฝาก - หลีกเลี่ยงการเช็ดถูแรง ๆ บริเวณผิวใต้วงแขน - หยุดใช้สารเคมีที่ทำให้เกิดการระคายเคืองหรือแพ้ เช่น ถ้าแพ้น้ำหอม ก็ควรเปลี่ยนไปใช้โรลออนชนิดที่ไม่มีสารสร้างกลิ่นหอมที่ระบุว่า "Fragrance-Free" โดยสังเกตส่วนประกอบสำคัญบนฉลาก หากมีชื่อสารที่แพ้ ควรหลีกเลี่ยงไปใช้ยาระงับกลิ่นแบบอื่นแทน - ถ้าเกิดอาการดำมากหรืออาการไม่ดีขึ้นให้ปรึกษาแพทย์ทันที - หันมาลองใช้สูตรสมุนไพรธรรมชาติ เพื่อช่วยให้ใต้วงแขนขาวเนียนดีกว่า สมุนไพรที่ทำให้วงแขนขาวเนียน - มะขาม แนะนำให้ใช้มะขามเปียกผสมกับน้ำผึ้งนิดหน่อยมาทาทิ้งไว้ 5 นาที แล้วล้างออก นอกจากจะทำให้ผิวขาวใสแล้ว ยังช่วยให้ผิวเนียนนุ่มได้อีก - มะนาว นำมะนาวมาถูรักแร้ทิ้งไว้ 2-3 นาที แล้วล้างออก ส่วนมะนาวที่เหลือยังใช้ถูตามข้อพับ หัวเข่า และข้อศอกที่ดำ ๆ ได้อีกด้วย - เกลือสปา ใช้เกลือขัดผิวถูเบา ๆ เน้นว่าเบา ๆ ไม่เช่นนั้นเกลืออาจจะบาดรักแร้เอาได้ วิธีที่แนะนำไม่ยากจนเกินไปใช่ไหม ลองนำไปปฏิบัติตามดูได้ เพื่อวงแขนที่ขาวเนียน

ปัญหาขอบตาดำ

ดวงตาเป็นหน้าต่างของดวงใจ เป็นประโยคที่ได้ยินเป็นประจำ การที่เราจะมองใครคนหนึ่งว่าสวยหรือไม่ ตาก็เป็นจุดที่สำคัญจุดหนึ่ง ถ้าใครมีดวงตาที่ผ่องใส ผิวหนังรอบตาไม่มีมลทิน ก็ทำให้หน้าดูสวยไปแล้วครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าใครมีปัญหาขอบตาคล้ำ ก็ทำให้ใบหน้าดูหมอง ไม่สดใส ความสวยงามก็ลดลงไปแล้ว ดังนั้น การรักษาผิวรอบดวงตาที่หมองคล้ำทำให้กลับมาสดใสจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ปัญหาใต้ตาคล้ำ เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยๆ ในคนไทย ก่อนจะมาถึงการรักษา ควรจะต้องทราบถึงสาเหตุเสียก่อน เพื่อให้การรักษาได้ผลดีขึ้น และเป็นการป้องกันไม่ให้รอยดำเป็นมากขึ้น สาเหตุของขอบตาดำ ขอบตาดำ มีอยู่ด้วยกันหลายสาเหตุ บางคนมีสาเหตุจากหลายๆ สาเหตุ - กรรมพันธุ์ ถ้าคนไทยมีขอบตาดำ แล้วลองหันไปมองญาติพี่น้อง พ่อแม่ของคุณดูว่าเป็นแบบเดียวกับที่คุณเป็นหรือไม่ ถ้าเป็นละก็ การรักษาและป้องกันอาจจะยาก - ภูมิแพ้ คนที่เป็นภูมิแพ้ จะพบว่าเส้นเลือดดำที่อยู่รอบตาจะขยายใหญ่มากกว่าคนทั่วไป และเส้นเลือดดำเหล่านี้นี่เองที่เป็นสาเหตุให้ขอบตาของคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ดูคล้ำกว่าคนทั่วไป - การระคายเคืองแถวๆ รอบตา เช่น การขยี้ตาบ่อยๆ เพราะการขยี้ตาจะกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสีให้เพิ่มจำนวนขึ้นบริเวณนั้น - แพ้ครีมทารอบดวงตา บางคนอาจแพ้สารบางอย่างในครีม ซึ่งไม่สามารถบอกได้ว่า ใครจะแพ้สารตัวใด ใครบ้างที่จะเป็น ถ้ารู้ว่าแพ้คงต้องหยุดการทาครีมดังกล่าว ถ้าไม่ทราบอาจต้องพึ่งการทดสอบว่าแพ้สารที่ต้องสงสัยหรือไม่ - อดนอน สาเหตุนี้เป็นสาเหตุที่พบบ่อยในสภาพสังคมปัจจุบัน ใครที่รู้ตัวว่าอดนอนบ่อยๆ หรือนอนดึก ก็ขอให้นอนเร็วขึ้น เพื่อที่ขอบตาจะได้ดูสดใสกว่าเดิม - เป็นปานโอตะ ปานโอตะคือ เซลล์เม็ดสีที่อยู่ในชั้นหนังแท้ พบในบางคนที่มีความผิดปกติที่เซลล์สร้างเม็ดสีอยู่ผิดที่ ซึ่งมักพบบริเวณรอบๆ ตา โดยมากมักจะเป็นข้างเดียว แต่มีบางคนอาจเป็นได้ทั้ง 2 ข้าง ทำให้ขอบตาดูเขียวคล้ำ การรักษาขอบตาดำ ถ้าไม่ใจร้อน รักษาแบบได้ผลช้าๆ ก็ใช้เป็นยาทาใต้ตาที่มีส่วนผสมของ Whitening เช่น วิตามินซี แต่ถ้าต้องการให้เห็นผลดีมากขึ้น และได้ผลเร็วๆ การรักษาด้วยเลเซอร์ หรือเครื่องแสงเข้มข้น เป็นวิธีที่ได้ผลดี เลเซอร์ที่ใช้รักษาขอบตาดำได้ ที่นิยมมากที่สุดคือ Nd-yag laser นอกจากนี้เลเซอร์ตัวนี้ยังสามารถรักษาภาวะปานโอตะได้ด้วย หลังยิงเลเซอร์ ผิวบริเวณนั้นจะเป็นสะเก็ด และสะเก็ดจะหลุดออกภายใน 1-2 อาทิตย์ และผิวของตาที่คล้ำก็จะดูขาวขึ้น เครื่องแสงเข้มข้น คล้ายกับเลเซอร์ แต่ต่างกันที่หลังจากยิงเสร็จแล้วจะไม่เป็นแผล แต่อาจจะเป็นสะเก็ดฝอยๆ เล็กน้อย แต่เครื่องนี้ไม่สามารถรักษาภาวะปานโอตะได้ ขอบตาดำเป็นเรื่องที่ต้องรักษากันนาน และถ้าไม่รู้จักดูแลตัวเองให้ดี นอนหลับไม่เพียงพอ ไม่ช้าขอบตาก็กลับมาดำได้อีก ดังนั้น การดูแลเอาใจใส่รอบดวงตาเสียแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะเริ่มเป็นจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

เผยผิวหน้าสวย กระจ่างใส

เผยผิวสวยใส ได้ด้วยการดูแลครบขั้นตอน ฝึกให้เป็นนิสัยรับรองผิวสวยอยู่กับคุณนานแสนนานค่ะ
บริโภคเพื่อผิวสวย ในแต่ละมื้อควรทานผักผลไม้สดที่อุดมด้วยไฟเบอร์ ลดน้ำตาล ไขมัน และเกลือ เพื่อลดปัญหาการบวมน้ำของผิว และควรทานอาหารดังต่อไปนี้ ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร เพื่อให้ผิวชุ่มชื่น และขับสารพิษออกจากร่างกาย ทานผลไม้ที่อุดมด้วยไฟเบอร์ จะช่วยให้ผิวสดใส และพวกวิตามินแร่ธาตุต่างๆ เช่น วิตามินเอ ช่วยในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ หากขาดวิตามินนี้ ผิวจะแห้งคัน ขาดความยืดหยุ่น วิตามินซี จำเป็นต่อการสร้างคอลลาเจน ให้ความยืดหยุ่นของผิว วิตามินอี ช่วยต้านอนุมูลอิสระ มีในถั่วทุกชนิดและจมูกข้าวสาลี สังกะสี เป็นแร่ธาตุที่ทำงานร่วมกับวิตามินเอในการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินของร่างกาย ช่วยให้ผิวกระชับเต่งตึง การทานอาหารตามใจปาก จะทำให้เกิดไขมันสะสมใต้ผิวหนัง หากน้ำหนักลดจะทำให้ผิวหย่อนยานก่อนวัย ดูแลผิวหน้าเพื่อความงามที่สมบูรณ์แบบ ยามเช้า … อย่ารุนแรงในการทำความสะอาดผิวหน้า การล้างหน้าตอนเช้า เป็นแค่การล้างม้อยส์เจอไรเซอร์ที่ค้างอยู่ที่ผิวออก และสร้างความสดชื่นโดยล้างน้ำธรรมดา หรือน้ำอุ่นปานกลาง ปิดด้วยการล้างด้วยน้ำเย็น และใช้เคลนเซอร์ที่เหมาะสำหรับผิวเรา แล้วทาครีมกันแดดควบคู่กับไวท์เทนนิ่งครีม ยามบ่าย … ไม่ควรล้างหน้าและเริ่มแต่งหน้าใหม่ที่ทำงาน อาจเกิดปัญหาผิวแพ้ความกระด้างของน้ำที่ใช้ล้างหน้าได้ ควรใช้กระดาษซับมัน หรือผ้านุ่มชุบน้ำพอชื้นและซับหน้าให้หายมัน และเติมเครื่องสำอางเพียงบางจุดเท่านั้นก็เพียงพอ และไม่ควรเติมแป้งโดยไม่ได้ซับความมันจากใบหน้าก่อน เพราะจะทำให้เกิดรอยคราบจากการทาแป้งและอาจเป็นสิวเรื้อรัง ยามค่ำ … ขจัดสิ่งสกปรกจากเครื่องสำอางออกให้หมดจด ไม่ควรเข้านอนโดยไม่ได้ล้างหน้าเป็นอันขาด เริ่มทำความสะอาดผิวด้วยการใช้เคลนเซอร์เช็ดเครื่องสำอางออก และล้างหน้าด้วยสบู่หรือเจล หลังจากนั้นปรับสภาพผิวด้วยโทนเนอร์ที่เหมาะสำหรับผิวเรา แล้วทาไนท์ครีม จะช่วยบำรุงผิวยามค่ำคืน หรือเลือกใช้วิตามินซี เซรั่ม เพื่อต่อต้านริ้วรอยก่อนวัย อันเกิดจากแสงแดด วิตามินซีบริสุทธิ์จะช่วยให้ผิวหน้ากระจ่างใสขึ้น เพียงคุณใส่ใจผิวทุกวัน เพื่อผิวหน้าที่อ่อนเยาว์ตราบนานเท่านาน

หยิบสวยจากตู้เย็น

สูตร 1 ผิวกายที่ว่าหมองและหยาบกระด้างเป็นกระดาษทราย จัดการขัดให้ใสนุ่มด้วยมะขามเปียก โดยฉีกเอามะขามเปียกเหนียวๆมาประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ แกะเม็ดและใยออกจนเหลือแต่เนื้อล้วนๆชโลมผิวด้วยน้ำแล้วใช้เนื้อมะขามเปียกขัดให้ทั่วตัวเลยค่ะ ทิ้งไว้ 2-3 นาทีแล้วล้างออก ผิวจะเนียนใสดังใจ สูตร 2 คนที่มีผิวกายแห้งมากๆลองใช้วิธีนี้ดูนะคะ บดกล้วยที่สุกงอมผสมกับเบบี้ออยล์ ถ้ามีงาขาวก็ให้ผสมลงไปด้วยเล็กน้อย นำมาพอกตัว ตรงไหนแห้งมากก็พอกทิ้งไว้เลยประมาณ 10 นาที จากนั้นค่อยๆใช้มือถูวนตรงบริเวณที่พอกแล้วค่อยล้างออก จะช่วยขัดผิวที่แห้งลอกออกไปพร้อมกับบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น สูตร 3 วิธีแก้ไขขอบตาคล้ำๆ นอกจากจะใช้แตงกวาแล้ว ยังสามารถใช้มันฝรั่งฝานบางๆแล้ววางบนเปลือกตาทั้งสองข้าง ทิ้งไว้ 10-15 นาที รอบดวงตาจะชุ่มชื้นขึ้น ลดรอยหมองคล้ำได้ สูตร 4 ไม่รู้ว่าที่บ้านยังมี ดินสอพอง กันอยุ่บ้างหรือเปล่า แต่ถ้ามีบดให้ละเอียดเลยนะคะแล้วหยิบนมสดเย็นๆมาผสมให้เข้ากันจนได้เนื้อแป้งเหนียวๆ สำหรับคนผิวแห้งจะเติมน้ำผึ้งอีกหน่อยก็ได้ เอามาพอกหน้าทิ้งไว้ 15-20 นาที แล้วจึงล้างออกให้สะอาด ดินสอพองจะช่วยบรรเทาผดผื่น กระชับรูขุมขนทำให้หน้าเนียน ส่วนนมสดจะช่วยให้ผิวนุ่ม น้ำผึ้งช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว สูตร 5 บางคนเชื่อว่ากินมะเขือเทศมากๆแก้มจะเปล่งปลั่งอมชมพูใส แต่ถึงแม้ไม่ได้กินเข้าไป แค่เอามาแปะๆไว้ที่ผิวหน้าก็ช่วยให้สวยได้แล้วค่ะ ฝานมะเขือเทศเป็นแว่นบางๆ แปะลงทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จึงล้างออกหรือจะคั้นเอาแต่น้ำมะเขือเทศสดมาทาผิวหน้าทิ้งไว้ แล้วล้างออกก็ได้นะคะ สูตร 6 อยากผิวหน้านุ่มใสลองเอาน้ำผึ้งผสมไข่ขาวทาทั่วใบหน้า เว้นรอบดวงตา ทิ้งไว้จนแห้งแล้วจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่น สูตร 7 เอามะนาวผสมกับดินสอพอง ใช้มือบี้ให้เข้ากันจนเป็นเนื้อแป้งเหนียวๆเสร็จแล้วทาลงบนใบหน้า เว้นเฉพาะรอบดวงตา ทิ้งไว้จนเนื้อแป้งแห้งสนิทแล้วค่อยล้างออก ทำเป็นประจำจะช่วยลดความมันบนใบหน้า ทำให้ผิวใสขึ้น สูตร 8 แตงกวาเป็นผักที่ให้ความเย็นและความชุ่มชื่น เหมาะมากสำหรับผิวที่เผชิญแดดจนระอุและอ่อนล้า นำแตงกวาสดจากตู้เย็นมาล้างให้สะอาด ปอกเปลือกออกแล้วบดละเอียด พอกผิวหน้าไว้ประมาณ 15-20 นาที จึงล้างออก จะช่วยปลอบประโลมให้ผิวผ่อนคลายและเย็นขึ้น สูตร 9 คนผิวหน้ามันลองใช้สูตรนี้ บดมันฝรั่งดิบให้ละเอียดผสมน้ำอุ่นเล็กน้อย ก่อนนำมาทาลงบนใบหน้าให้ทาผิวหน้าด้วยเบบี้ออยล์บางๆก่อน มาส์กทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น เท่านี้ผิวก็กระชับเต่งตึงและเรียบเนียน สูตร 10 บำรุงเส้นผมให้ดกดำนิ่มสลวยด้วยมะกรูดกันเถอะค่ะ เพียงแค่ผ่ามะกรูดเป็นสองซึกแล้วคั้นเอาแต่น้ำ (กรองเม็ดและกากออก) หลังจากสระผมจนสะอาด นำน้ำมะกรูดมานวดเส้นผมและหนังศรีษะ หมักทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วจึงล้างออก สำหรับคนที่หนังศรีษะมันมากๆ ไม่จำเป็นต้องใช้ครีมนวดผมตาม จะช่วยลดอาการคันศรีษะได้ด้วย สูตร 11 เจอส้มเขียวหวานเย็นๆแช่อยู่ อย่ารอช้า นำมาปอกเปลือก แกะเป็นกลีบๆ ลอกใยและแคะเมล็ดออก แปะลงบนใบหน้าทิ้งไว้สัก 15-20 นาที จะรู้สึกสดชื่นขึ้นทันที ถ้าทำบ่อยๆสัปดาห์ละครั้ง ติดกันประมาณ 3 เดือน ผิวจะดูสดใสเปล่งปลั่งขึ้น สูตร 12 มะขามเปียกก็หยิบมาบำรุงหน้าได้ แต่ต้องระมัดระวังหน่อย โดยเฉพาะคนที่แพ้สาร AHA นี่ไม่ควรใช้ค่ะ วิธีการคือเอามะขามเปียกมาแช่น้ำ แล้วคั้นเอาแต่น้ำมาผสมกับโยเกิร์ตรสธรรมดา พอกหน้าทิ้งไว้ 5-10 นาที ระหว่างพอกถ้ารู้สึกคันมากจนแสบให้รีบล้างออก สูตรนี้สามารถผลัดเซลล์ผิวเก่าให้ผิวหน้าใสขึ้น ถ้าทำเป็นประจำจะช่วยลดริ้วรอยตื้นๆได้อีกด้วย สูตร 13 แอปเปิ้ลบด ไข่ไก่และนมสด เอามาผสมรวมกันพอกหน้าไว้ 15 นาที ล้างออกให้สะอาด นอกจากจะเป็นมาส์กที่มีกลิ่นหอมมากๆแล้วผิวหน้าจะนุ่มขึ้นทันทีเลยล่ะ สูตร 14 หยิบน้ำเย็นออกมาหนึ่งขวด ใช้ล้างหน้าเป็นประจำ เช้า-เย็น จะช่วยให้ผิวตื่นตัว รูขุมขนกระชับขึ้น แถมยังช่วยประโลมผิวที่อ่อนล้าจากการสัมผัสมลภาวะและความเครียดได้อีกด้วย สูตร 15 ผิวหน้าแพ้เป็นผื่นคันอันเนื่องมาจากใช้เครื่องสำอางไม่เหมาะกับผิว ลองใช้ไข่ขาวเนื้อหยุ่นๆพอกเฉพาะบริเวณที่แสบคัน ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาทีแล้วล้างออกให้สะอาดด้วยน้ำเปล่า จะช่วยบรรเทาอาการแสบคันได้บ้าง แต่หลังจากนั้นควรไปปรึกษาแพทย์ผิวหนัง สูตร 16 พืชที่มีประโยชน์อีกอย่างคือ ว่านหางจระเข้ เพราะวุ้นใสๆที่ปอกเปลือกแล้ว ใช้รักษาแผลสดได้ดีมากๆแถมยังรับประทานได้ด้วย นอกจากนี้วุ้นใสยังช่วยบำรุงให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง รักษาสิวอักเสบได้ เพียงแค่เอาเมือกเหนียวใสจากวุ้นมาทาผิวหน้า ทิ้งไว้จนแห้งแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ผิวพรรณจะชุ่มชื่นสดใส สูตร 17 ฟื้นฟูเส้นผมจากความแห้งกรอบด้วยน้ำมันมะกอก หยดน้ำมันมะกอกลงบนฝ่ามือแล้วลูบไล้บริเวณปลายผมขณะที่เปียก จากนั้นใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นจัดโพกศรีษะทิ้งไว้ 15 นาที สระออกด้วยแชมพูอย่างอ่อน เส้นผมจะนุ่มสลวยและเงางาม

เทคนิคจัดการกับผมไม่เป็นทรง

คุณผู้หญิงหลาย ๆ ท่าน คงจะเคยประสบปัญหาเซ็ตผม จัดทรง ยังไงก็ดูไม่ได้รูป ไม่สวยอย่างตั้งใจใช่ไหมคะ บางทีตื่นขึ้นมาผมก็ชี้ ทั้ง ๆ ที่จะมีนัดแต่เช้าตรู่ หรือไม่ก็ฟูน่าเกลียด บางคนไม่มีเวลาสระ ผมก็ลีบแบนจะแวะร้านทำผมก็เห็นจะไม่ทัน จะสระเองก็ไม่มีเวลาพอมานั่งไดร์ เฮ้อ.. กลุ้มในเสียจริง แล้วแบบนี้ต้องพกพาความไม่มั่นใจออกไปนอกบ้านด้วยเหรอ… ไม่ต้องหรอกค่ะ คุณสาว ๆ หากคุณรู้เทคนิคในการจัดการทรงผมที่มีปัญหาแต่ละอย่าง มาดูกันเลยค่ะ - ปัญหาจัดทรงยาก ดูแห้ง ฟูกระจาย ไร้น้ำหนัก หรือผมหยิกฟูไม่ขอดสวย ให้หวีรวบขึ้นแล้วมัดหางม้าเก๋ ๆ เพราะมันง่ายที่สุด เร็วที่สุด แล้วลองขยับดูว่า จะรวบม้าสูง หรือม้าต่ำ แบบไหนจะสวยที่สุด แล้วอาจจะใช้ที่คาดผมช่วยด้วยก็ได้ แต่ควรจะเลือกสีพื้น ๆ อย่างสีดำ หรือสีน้ำตาลนะคะ - ปัญหาปลายผมแห้ง แตก หรือหยิกชี้ เป็นฝอย เวลามัดหางม้า ก็ให้สอดปลายผมลอดยางรัดย้อนกลับเป็นมวย แล้วฉีดสเปยร์เนื้อเบา ๆ บาง ๆ เพื่อให้ผมอยู่ตัว เก็บผมที่ฟูให้ดูเรียบสวย - ปัญหาผมลีบลู่ ขาดความพริ้ว ดูไม่มีชีวิตชีวา แต่ก็ไม่มีเวลาจะมาสระและไดร์ใหม่ ให้ฉีดสเปรย์บาง ๆ ที่รากผม แล้วไดร์ จ่อลมไดร์เน้นเป่าโคนผมเป็นพิเศษ ผมที่ลีบจะดูหนาขึ้น แต่ต้องระวังไม่ให้สเปรย์ที่ฉีดมากเกินไป เพราะผมจะยิ่งลีบไปกันใหญ่ - หาหมวกเก๋ ๆ สวม หรือหาผ้าแปลก ๆ โพก ในลักษระแฟชั่นอยากเก๋รายวัน ทำตัวเก๋ ดีกว่าจะปล่อยให้ผมกระเซิงออกมาอวดสายตาชาวบ้าน - ลองทาลิปสติกสีสดใส และยิ้มแย้มแจ่มใส่เสมอ เพื่อดึงสายตาคนมองให้ไปอยู่ที่รอยยิ้มของคุณแทน เห็นไหมคะ แค่นี้นานาปัญหาเส้นผมของคุณ ก็ไม่ใช้เรื่องใหญ่อีกต่อไป

7 เคล็บลับหุ่นดีตลอดกาล

1. เพลิดเพลินใจในการกิน - เวลารับประทานคุณต้องนั่งลงในเป็นที่เป็นทางเสมอ - รับประทานอาหารในรูปแบบคอนติเนนทัล ถือส้อมคว่ำลงไว้ในมือข้างที่ไม่ถนัด ตามอย่างคนยุโรป ซึ่งจะทำให้คุณรับประทานอาหารได้ช้าลง - กลืนสิ่งที่อยู่ในปากลงเสียก่อนที่จะใส่อย่างอื่นเข้าไปใหม่ - ฟังดนตรีขับกล่อมในระหว่างที่คุณรับประทานอาหาร จังหวะอันเชื่องช้า จะช่วยให้คุณผ่อนคลาดและสำรายใจกับอาหารของคุณ 2. กินอาหารจานเล็กกว่า - เมื่อคุณทำอาหารรับประทานที่บ้าน หรือเลือกของอร่อยๆ จากโต๊ะบุฟเฟ่ต์ คุณต้องมีวินัยและตักอาหารให้น้อยกว่าที่คิดว่าคุณต้องการจะกิน คุณอาจจะประหลาดใจตัวเองที่รู้สึกอิ่มเร็วกว่าเดิม - พยายามให้ทุกมื้อมีอาหารครบทั้งห้าหมู่ (รวมทั้งไขมัน) จะดีกว่าพยายามตัดไขมันออกจากโภชนาการของคุณ
- เพิ่มรสชาติให้กับอาหารของคุณด้วยน้ำมันมะกอก มัสตาร์ด กระเทียม หรือพริกไทยดำสด คุณจะได้เอร็ดอร่อยกัสิ่งที่กำลังรับประทานอยู่ และรู้สึกพอใจมากขึ้นด้วยจำนวนอาหารที่น้อยลง 3. กินตามใจอยาก - ให้ตัวคุณเองได้รับประทานอาหารที่สนุกสนานวันละครั้ง "คุณจะไม่รู้สึกเหมือนว่าต้องกินเค้กให้หมดเสียในวันนี้ เพราะคุณรู้ว่าจะกินได้อีกชิ้นในวันพรุ่งนี้" - ขจัดความรู้สึกผิดและอย่าตีโพยตีพายกับตัวเองในภายหลัง "น้ำหนักของคุณจะไม่ขึ้นจากการกินคุกกี้เข้าไปหนึ่งชิ้น แต่ถ้าคุณพยายามหักห้ามใจแล้วจบลงด้วยการกินเข้าไปทั้งกล่อง คุณก็จะน้ำหนักเพิ่มขึ้นมาหลายปอนด์" 4. อาหารกลางวันมื้อใหญ่ที่สุด - ตั้งเป้าที่จะกินอาหารกลางวันอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของอาหารโดยรวมทั้งวันของคุณ - รับประทานในช่วงอาหารกลางวันให้เต็มที่ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณกินสลัดไก่ ก็ให้เล็มผักใบสีเขียวก่อน จากนั้นก็กินไก่กับผักอื่นๆ แล้วกินแอปเปิ้ลหนึ่งลูกกับบรี (เนยเหลวชนิดหนึ่ง) ทำให้การกินแซนด์วิชของคุณยาวนานขึ้น โดยหั่นมันออกเป็นสี่ส่วนและเปิดแต่ละชิ้นขึ้นและกินมันด้วยมีดและส้อม - ถ้าคุณรับประทานอาหารกลางวันของคุณที่โต๊ะทำงาน จัดโต๊ะให้เรียบร้อยและพยายามใช้จานและช้อนส้อมอย่างเป็นเรื่องเป็นราว - จบมื้อด้วยเอสเพรสโซ่เข้มข้น คาปูชิโน่ หรือกาแฟ มันช่วยลดความอยากอาหารลงได้บ้าง และสามารถช่วยเสริมเมตาโบลิซึ่มของคุณเล็กน้อย 5. ไม่ทานอาหารว่าง - ฝึกร่างกายของคุณให้กินอาหารตรงตามมื้อเท่านั้น มันอาจจะใช้เวลา 5-10 วันที่จะเลิกนิสัยกินของว่าง เพราะฉะนั้นจนกว่าจะทำได้สำเร็จให้พยายามเบี่ยงเบนตัวเอง เมื่อคุณรู้สึกอยากขบเคี้ยวก็ให้ไปทำเล็ก โทรฯหาเพื่อนหรือไปเดินเล่น 6. ออกกำลังกาย แต่ในแบบที่ไม่ได้รู้สึกเหมือนว่าเป็นการออกกำลังกาย - ลดการใช้เครื่องมือช่วย คุยกับเพื่อนร่วมงานอย่างเห็นหน้าเห็นตากัน แทนการใช้อีเมลซ่อนรีโมท เอาไว้เพื่อคุณจะได้ถูกผลักดันให้ต้องลุกขึ้นทุกครั้งที่ต้องการจะเปลี่ยนช่อง - พยายามใช้ขั้นบันไดแทนลิฟท์หรือบันไดเลื่อน
7. วางแผนกิจกรรมทางสังคมที่กระฉับกระเฉงกับเพื่อนฝูง ไปเต้นรำ เล่นโรลเลอร์เบลด ปีนเขา หรือเดินเล่นอะไรก็ได้ที่ตรงข้ามกับการนั่งในบาร์ หรือในโรงภาพยนตร์เป็นเวลาหลายๆ ชั่วโมง

สมุนไพรเพื่อความสวย

หากพูดถึง “ความงาม” แล้ว คุณผู้หญิงหรือท่านผู้ชายก็คงจะไม่ปฏิเสธว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าปัจจัยอื่นในการดำรงชีวิต แต่ถ้าเราจะมองกันไปแล้ว “ความงาม” นั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อตัวของเรามีสุขภาพจิตและสุขภาพกายดี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน โดยปกติสุขภาพจะดีมาก-น้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม การรับประทานอาหาร และการดำรงชีวิตอย่างปกติสุข เมื่อร่างกายกินได้ ถ่ายคล่อง ผิวพรรณดี และสุขภาพแจ่มใส ” ความงาม” ก็จะบังเกิดขึ้นได้อย่างไม่ต้องสงสัย
สมุนไพรเพื่อความงามสำหรับผิวหน้าใบหน้า คือ ด่านแรกที่เป็นเสน่ห์ดึงดูดใจของผู้พบเห็น แต่หลายๆคนกำลังประสบปัญหาผิวหน้าไม่เรียบสวย เพราะเม็ดสิวและรอยแห้งกร้านด้วยจุดด่างดำของกระและฝ้า จนต้องเสียเงินทองมากมายเพื่อเข้าสถานเสริมความงาม หรือหาซื้อยามารักษา จึงอยากแนะนำให้ใช้สมุนไพรพืชผักและผลไม้ที่มีอยู่ทั่วไป แต่มีคุณประโยชน์มากมายทั้งวิตามิน แร่ธาตุ และสารบำรุงผิวธรรมชาติที่ช่วยดูแลผิวพรรณให้ชุ่มชื้นผ่องใสอ่อนไวอยู่เสมอ
1. ว่านหางจระเข้ (Aloe indica Royle)คุณค่าของว่านหางจระเข้มีมากมาย นอกจากใช้รักษาโรคแล้ว ยังใช้บำรุงผิว บำรุงเส้นผมได้ด้วย ปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า มีแชมพูสระผม และเครื่องสำอางหลายอย่าง ที่ใช้ว่านหางจระเข้เป็นส่วนประกอบ และกำลังเป็นที่นิยมของคนทั่วไป เนื่องจากว่านหางจระเข้ มีคุณสมบัติสามารถช่วยให้กระบวนการเมตะโบลิซึม ทำงานได้เป็นปกติ ลดการติดเชื้อ สลายพิษของเชื้อโรค กระตุ้นการเกิดใหม่ ของเนื้อเยื่อส่วนที่ชำรุด ฉะนั้น ว่านหางจระเข้จึงถูกนำมาใช้ เพื่อบำรุงผิวพรรณ ผู้ที่ใช้ว่านหางจระเข้บำรุงผิวพรรณอยู่เป็นประจำ จะรู้สึกได้ชัดว่า ว่านหางจระเข้มีส่วนช่วย ให้ผิวพรรณผุดผ่อง สดชื่น มีน้ำมีนวล และยังสามารถขจัดสิว และลบรอยจุดด่างดำได้ด้วย
การใช้ว่านหางจระเข้ เพื่อบำรุงผิว โดยปอกเปลือกออก ใช้แต่เมือกวุ้นสีขาวใส ที่อยู่ภายใน ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการแพ้ ก่อนใช้ควรตรวจสอบว่า ตนเองจะเกิดอาการแพ้หรือไม่ โดยใช้น้ำที่ได้จากวุ้นสีขาว ของว่านหางจระเข้ ทาตรงบริเวณโคนหู แล้วทิ้งไว้สักครู่ ถ้าเกิดการระคายเคืองเป็นผื่นแดง แสดงว่าแพ้ ไม่เหมาะที่จะใช้กับผิวหน้าอีกต่อไป ถ้าไม่มีอาการแพ้ ก็สามารถใช้ได้ตลอด แต่บางคนก็จะเห็นผลได้เหมือนกัน เมื่อใช้ว่านหางจระเข้ทาบริเวณหัวสิว จะทำให้หัวสิวแห้งเร็ว
นอกจากนี้ ว่านหางจระเข้ยังสามารถลดความแห้งกร้าน และลดความมันของผิวหน้าได้ โดยคนที่มีผิวมัน ก็จะช่วยให้ลดความมัน คนที่มีผิวหน้าแห้ง ก็ยังรักษาความชุ่มชื่นของผิวไว้ได้
2. งา (Sesamum indicum Linn. S. orientle. L)เป็นพืชล้มลุก ให้เมล็ดเป็นจำนวนมาก เมล็ดงามีทั้งสีดำ และสีขาว ในเมล็ดงามีน้ำมันอยู่ ประมาณ 45-54% น้ำมันงามีกลิ่นหอมน่ารับประทาน วิธีใช้ โดยการนำเอาเมล็ดงาสด มาบีบน้ำมันงาออก โดยไม่ผ่านความร้อน ใช้ทาผิวหนัง เพื่อบำรุงผิวพรรณ ให้ผุดผ่อง ช่วนประทินผิวให้นุ่มนวล ไม่หยาบกร้าน
3. แตงกวา (Cucumis sativas Linn.)จะมีวิตามินสูง ในผลแตงกวายังมีเอ็นไซม์ cryssin ซึ่งช่วยย่อยโปรตีนได้ เอ็นไซม์ชนิดนี้ จะช่วยย่อยผิวหนังที่หยาบกร้าน ให้หลุดออกไป เพื่อให้ผิวใหม่ที่อ่อนนุ่ม เกิดขึ้นมาแทนที่ บางคนใช้แตงกวาสด ผ่าเป็นชิ้นบางๆ วางบนใบหน้าที่ล้างสะอาด แทนน้ำแตงกวา ปัจจุบัน มีน้ำแตงกวาผสมในเครื่องสำอาง เช่น ครีมล้างหน้า ครีมทาตัว เพื่อช้วยให้ผิวไม่หยาบกร้าน และช่วยสมานผิว แตงกวาเป็นสมุนไพร ที่หาง่าย มีประโยชน์ ราคาถูก ใช้ติดต่อกับเป็นประจำ จะทำให้สวนสดชื่น มีน้ำมีนวล
4. มะเขือเทศ (Lycopersicon esculentum Mill.)ในมะเขือเทศ จะมีสาร Curotenoid และมีวิตามินหลายชนิด น้ำจากผลมะเขือเทศสุก จะมีสาร licopersioin ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อรา และแบคทีเรีย และน้ำมะเขือเทศสด นำมาพอกหน้า จะรักษาสิวสมานผิวหน้าให้เต่งตึง หรืออาจจะฝานบางๆ แปะลงบนผิวหน้าก็ได้
5. ขมิ้นชัน (Curcuma Longa Linn.)ในขมิ้น จะมีสาร Curcumin และมีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งมีกลิ่นเฉพาะ ขมิ้นมีฤทธิ์ยับยั้ง การเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อราหลายชนิด ใช้ทาผิวที่มีผดผื่นคัน ผงขมิ้นใช้ทาตัว เพื่อให้มีสีเหลืองทอง ใช้บำรุงผิว และช่วยฆ่าเชื้อ ที่ทำให้เกิดโรคผิวหนังบางชนิด ได้อีกด้วย
6. น้ำผึ้ง (Apis dorsata)ได้จากผึ้ง ประกอบด้วยน้ำตาลกลูโคส ฟรุคโตส ขี้ผึ้ง อัลบูมินอยด์ ละอองเกสรดอกไม้ และฮอร์โมนเอสโตรเจน จำนวนเล็กน้อย น้ำผึ้งใช้เป็นส่วนประกอบ ของเครื่องสำอาง ใช้พอกหน้า ทำให้ผิวหน้าชุ่มชื่น เปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลขึ้น น้ำผึ้งยังมีคุณสมบัติช่วยสมานผิว น้ำผึ้ง เป็นเครื่องสำอางจากธรรมชาติ ที่ให้ประโยชน์สูง และหาง่าย นอกจากนี้ ยังใช้น้ำผึ้งบำรุงผม ฮอร์โมนเอสโตรเจน จะช่วยบำรุงหนังศีรษะ และกระตุ้นการงอกของเส้นผม
7. มะขามเปียก (Tamarindus indica Linn)มะขามเปียกมีประวัติการใช้มายาวนาน ช่วยชำระสิ่งสกปรกจากผิวหนัง เพราะฤทธิ์ที่เป็นกรดอ่อนๆ ในมะขาม จะช่วยขจัดสิ่งสกปรกจากผิวหนังได้ดี ปัจจุบัน ได้มีหญิงไทยจำนวนมาก ใช้มะขามเปียกผสมน้ำอุ่น และนมสดให้เข้ากันดี พอกบริเวณผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นรอยด้าน เช่น ตาตุ่ม ข้อศอก ฝ่ามือ ที่มีรอยกร้านดำ และบริเวณรักแร้ ขาหนีบ เพื่อให้ผิวหนังที่เป็นรอยดำจางลง ทำให้ผิวขาวนุ่มนวลขึ้น และนมสดจะช่วยบำรุงผิว ให้นุ่มได้
สมุนไพรเพื่อความงามสำหรับผิวกายผิวกาย จะเปล่งปลั่งนุ่มนวลไร้รอยกร้าน และรอยหมองคล้ำ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น อาหารการกิน การออกกำลังกาย และยังมีการถนอมผิว บำรุงผิวอีกหลายๆรูปแบบ สมุนไพรพื้นๆ ที่มีอยู่ทั่วๆไปเอามาใช้บำรุงผิว ซึ่งได้ผลเป็นอย่างดีจึงอยากบอกต่อ รับรองว่าผิวคุณจะสวยขึ้นแน่นอน
สมุนไพรเพื่อความงามสำหรับเส้นผมทรงผม หรือเส้นผม เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพให้ดูดีขึ้นได้ สิ่งที่ควรคำนึงในหารดูแลเส้นผม ได้แก่ อาหารจำพวกโปรตีนที่ได้จากเนื้อ นม ไข่ ฯลฯ และวิตามิน A,C,E,B5 ที่ได้จากผลไม้ต่างๆและธัญพืช จำพวกถั่ว งา ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ ฯลฯ

ความเป็นมาของจังหวัดอุบลราชธานี

ประวัติเมืองอุบลราชธานี เมืองอุบลราชธานี เป็นเมืองเก่าแก่มีอายุมากกว่า 200 ปี เมื่อปีพุทธศักราช 2228 นั้น ได้เกิดวิกฤติทางการเมืองในนครเชียงรุ้ง เนื่องจากจีนฮ่อธงขาวยกกำลังปล้นเมือง เจ้านครเชียงรุ้ง ได้แก่ เจ้าอินทกุมาร เจ้านางจันทกุมารี และเจ้าปางคำอพยพไพร่พลมาขอพึ่งพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช แห่งเวียงจันท์ ซึ่งเป็นพระประยูรญาติฝ่ายมารดาได้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี โปรดให้นำไพร่พลไปตั้งที่เมืองหนองบัวลุ่มภู (ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดนี้พึ่งตั้งใหม่ครับ ถ้านึกไม่ออกว่าอยู่ตรงไหน ก็ให้ดูแถวๆ อุดรฯ ขอนแก่น ครับ) ตั้งชื่อว่า "นครเขื่อนขันธ์ กาบแก้วบัวบาน" ต่อมาพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช ให้เจ้าปางคำเสกสมรสกับพระราชนัดดา ได้โอรส คือ เจ้าพระตา เจ้าพระวอ สองท่านนี้จะมีความสำคัญต่อเมืองอุบล และเมื่อปีพุทธศักราช 2314 ได้เกิดสงครามแย่งชิงอำนาจระหว่างเวียงจันท์ กับเมืองหนองบัวลุ่มภู โดยที่เจ้าสิริบุญสาร เจ้าแผ่นดินเวียงจันท์ขอเอาบุตร ธิดา เจ้าพระตา เจ้าพระวอ ไปเป็นนางห้ามและนางสนม แต่เจ้าพระตา เจ้าพระวอไม่ให้ เมื่อไม่ได้ดังพระทัย เจ้าสิริบุญสารจึงให้กองทัพมาตีเมืองหนองบัวลุ่มภู เจ้าพระตา เจ้าพระวอ ยกกองทัพออกต่อสู้เป็นสามารถ กองทัพเวียงจันท์ต้องพ่ายกลับไปเสมอ การรบครั้งนี้กินเวลาถึง 3 ปี ไม่แพ้ไม่ชนะกัน เจ้าสิริบุญสารเจ็บใจ จึงส่งทูตไปขอเอากองทัพพม่าที่เมืองเชียงใหม่ ให้มาช่วยตีเมืองหนองบัวลุ่มภู แล้วจะยอมเป็นเมืองขึ้นของพม่า ฝ่ายเจ้าพม่าที่เมืองเชียงใหม่ สนใจข้อเสนอ จึงให้ ม่องระแง คุมกองทัพมาช่วยเจ้าสิริบุญสาร ฝ่ายเจ้าพระตาทราบข่าวศึก เห็นเหลือกำลังที่จะสู้กับข้าศึก คือคิดว่าอาจจะแพ้ได้ จึงให้เจ้าคำโส เจ้าคำขุย เจ้าก่ำ เจ้าคำสิงห์ พาไพร่พล คนชรา เด็กและผู้หญิง พร้อมพระสงฆ์ อพยพไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้หาที่สร้างบ้านสร้างเมือง ทำไร่ทำนาหาอาหารไว้คอย หากแพ้สงครามก็จะได้ตามไปอยู่ด้วย แล้วก็แพ้จริงๆ ครับ เจ้าบุตรทั้งหลายจึงพาไพร่พลอพยพไปตามที่เจ้าพระตาสั่ง ได้มาตั้งบ้านสิงห์โคก บ้านสิงห์ท่าไว้คอย (ปัจจุบันคือจังหวัดยโสธร) เจ้าพระตามีบุตร ชายหญิงรวม 8 คน คือ นางอูสา นางสีดา เจ้าพระวอ นางแสนสีชาด นางแพงแสน เจ้าคำผง เจ้าทิตพรหม และนางเหมือนตา เมื่อเจ้าพระตาออกสู้รบและถึงแก่ความตาย เจ้าพระวอ ผู้เป็นบุตรชายคนโตได้เป็นหัวหน้ากลุ่มแทน เห็นว่าจะต่อสู้ต่อไปไม่ได้ จึงหลบหนีออกจากเมือง ผ่านรับเสบียงอาหารจากบ้านสิงห์โคก สิงห์ท่า แล้วผ่านลงไปอยู่ "ดอนมดแดง" โดยของพึ่งพระเจ้าไชยกุมารองค์หลวง แห่งนครจำปาศักดิ์ ต่อมาเจ้าไชยกุมารองค์หลวง ขอให้เจ้าพระวอไปอยู่ที่ค่ายบ้านดู่ บ้านแก เพื่อจะได้พึ่งพากันยามคับขัน เจ้าพระวอยินยอมไปอยู่ โดยที่ดอนมดแดงให้แสนเทพและแสนนาม คุมไพร่พลอยู่รักษาแทน เจ้าสิริบุญสารทราบข่าว ความแค้นยังไม่หาย ได้ให้อัคฮาด หำทอง และพญาสุโพ ยกกองทัพมาตีค่ายบ้านดู่ บ้านแก เจ้าพระวอสู้ไม่ได้ เสียชีวิตในสนามรบ เจ้าคำผงผู้น้องได้ขึ้นเป็นหัวหน้ากลุ่มแทน เจ้าคำผงก็คิดว่าสู้ไม่ได้แน่ จึงส่งทหารนำใบบอกลงไปเมืองนครราชสีมาและกรุงธนบุรี เพื่อขอพึ่งพระเจ้ากรุงธนบุรีพระเจ้ากรุงธนบุรีทราบเรื่อง ได้มอบหมายให้เจ้าพระยาจักรี (ทองด้วง) และเจ้าพระยาสุรสีห์ (บุญมา) ยกกองทัพไปช่วย กองทัพพญาสุโพเห็นว่าจะสู้ไม่ได้ จึงถอยทัพกลับเวียงจันท์ เจ้าพระยาทั้งสองยกทัพติดตามไปตามลำน้ำโขง รบกับเวียงจันท์อยู่ถึงสี่เดือน ในที่สุดเวียงจันท์ก็แตก เจ้าพระยาจักรี เจ้าพระยาสุรสีห์ ได้คุมตัวเจ้าเมืองเวียงจันท์ลงไปกรุงธนบุรี พร้อมได้อัญเชิญพระแก้วมรกต และพระบางเจ้าไปด้วย ส่วนเจ้าคำผงย้ายกลับไปอยู่ดอนมดแดงที่เดิม ปีพุทธศักราช 2319 เกิดน้ำท่วมใหญ่ที่ดอนมดแดง เจ้าคำผงจึงได้อพยพไพร่พลไปอยู่ที่ดอนไกล้ห้วยแจละแม (บริเวณฯ บ้านท่าบ่อในปัจจุบัน) รอน้ำลดแล้วจึงค่อยหาที่ตั้งเมือง ปีพุทธศักราช 2320 เจ้าคำผงอพยพไพร่พล มาสร้างบ้านเมืองที่ ดงอู่ผึ้ง ริมฝั่งแม่น้ำมูล (ตัวจังหวัดอุบลราชธานีในปัจจุบัน) ปีพุทธศักราช 2322 พระเจ้ากรุงธนบุรี โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาราชสุภาวดี เชิญท้องตราขึ้นมาตั้งให้เป็นเมืองอุบลราชธานี ให้ เจ้าคำผงเป็นเจ้าเมืองที่พระประทุมราชวงศา ให้เจ้าทิตพรหมเป็นพระอุปฮาด ให้เจ้าก่ำเป็นราชวงศ์ ให้เจ้าสุดตาเป็นราชบุตร เป็นคณะอาชญาสี่ชุดแรกของเมืองอุบล ปีพุทธศักราช 2324 เมืองเขมรเกิดความไม่สงบ พระเจ้ากรุงธนบุรี ขอกำลังจากเมืองอุบลไปสมทบกองทัพหลวง พระประทุมราชวงศา และราชวงศ์เป็นผู้คุมกำลังไปช่วย จนถึงปีพุทธศักราช2325 เกิกดจราจลที่กรุงธนบุรี กองทัพหลวงและกองทัพจากเมืองอุบลจึงได้แยกกันยกทัพกลับ ผ่านไปอีกสิบปี ในปีพุทธศักราช 2334 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เกิดกบถอ้ายเชียงแก้วเขาโอง ได้ยกกำลังมาตีเมืองนครจำปาศักดิ์ เจ้าฝ่ายหน้าผู้น้องพระประทุมราชวงศาได้ยกกำลังไปรบ จับอ้ายเชียงแก้วได้ และประหารชีวิตที่บริเวณแก่งตะนะ ปีพุทธศักราช 2335 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาเมืองอุบลขึ้นเป็นเมืองประเทศราช โปรดเกล้าฯ ให้พระประทุมราชวงศาเป็นพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (คำผง) เจ้าครองเมืองอุบลราชธานีศรีวนาลัย ประเทศราช พระราชทานพระสุพรรณบัตร และเครื่องยศเจ้าเมืองประเทศราช ให้ทำพิธีสบถสาบานถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ต่อหน้าพระพักตร์เสกให้ ณ วันจันทร์ เดือน 8 แรม 13 ค่ำ จุลศักร 1154 ปีชวด จัตวาศก ซึ่งตรงกับวันที่ 16 กรกฎาคม 2335 ถือเป็นเจ้าเมืองคนแรกของอุบลราชธานี จนถึงปี 2338 พระพรหมวรราชสุริยวงศ์ (ทิตพรหม) น้องชายพระประทุม จึงได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองอุบลราชธานีต่อมา รวมเจ้าเมืองอุบลราชธานี ที่พระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง มีจำนวนทั้งสิ้น 4 ท่าน ปัจจุบันจังหวัดอุบลราชธานี มี 20 อำเภอ 5 กิ่ง คือ เมือง อ.ศรีเมืองใหม่ อ.โขงเจียม อ.เขื่องใน อ.เขมราฐ อ.เดชอุดม อ.นาจะหลวย อ.น้ำยืน อ.บุณฑริก อ.ตระการพืชผล อ.กุดข้าวปุ้น อ.ม่วงสามสิบ อ.วารินชำราบ อ.พิบูลมังสาหาร อ.ตาลสุม อ.โพธิ์ไทร อ.สำโรง อ.ดอนมดแดง อ.สิรนธร อ.ทุ่งศรีอุดม กิ่ง อ.นาเยีย กิ่ง อ.นาตาล กิ่ง อ.เหล่าเสือโก๊ก กิ่ง อ.น้ำขุ่น และกิ่ง อ.สว่างวีรวงศ์

แนะนำตัวฉัน

นางสาวพิราวรรณ วสุนันต์ เลขที่ 25 ม.5/1
ชื่อเล่น พลอย
เรียนอยู่อาเวฯ
อยากเป็นทันตแพทย์
ชอบสีเขียว
เป็นคนร่าเริงสุดๆๆ

ครูผู้สอน
คุณครูวีระชน ไพสาทย์